<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BuddhaTeaching.org</title>
	<atom:link href="http://buddhateaching.org/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://buddhateaching.org</link>
	<description>พุทธประวัติ  ปฐมโพธิกาล - นักธรรมชั้นตรี</description>
	<lastBuildDate>Sun, 22 May 2011 03:44:54 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.5</generator>
		<item>
		<title>ปฐมเทศนาและปฐมสาวก</title>
		<link>http://buddhateaching.org/7/%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%81.html</link>
		<comments>http://buddhateaching.org/7/%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%81.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 03:32:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>buddhist</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://buddhateaching.org/?p=7</guid>
		<description><![CDATA[ปฐมเทศนาและปฐมสาวก พระมหาบุรุษได้บำเพ็ญเพียรทางใจ จนได้บรรลุธรรมพิเศษคืออริยสัจ ๔ ณ ภายใต้ ต้นอัสสัตถะ ซึ่งต่อมาเรียกว่า ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในตำบล อุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว ก็ได้ประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขในสถานที่ ต่าง ๆ รวม ๗ สัปดาห์ เรียกว่า สัตตมหาสถาน คือ สัปดาห์ที่ ๑ ประทับบนรัตนบัลลังก์ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เมื่อระหว่างประทับอยู่ ภายใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์นั้น ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทตลอดยาม ๓ แห่งราตรีแล้ว ทรงเปล่ง พระอุทานในยามละครั้ง ดังนี้ ในปฐมยามว่า เมื่อใด ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้แจ้งว่าเกิดแต่เหตุ ในมัชฌิมยามว่า เมื่อใด ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้ความสิ้นแห่งปัจจัยทั้งหลาย ว่าเป็น เหตุสิ้นแห่งผลทั้งหลายด้วย ในปัจฉิมยามว่า เมื่อใด ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น พราหมณ์นั้นย่อมกำจัดมารและเสนามารเสียได้ ดุจพระอาทิตย์อุทัยกำจัดความมืดทำอากาศ ให้สว่างฉะนั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://buddhateaching.org/wp-content/uploads/2011/05/560-8037.gif"><img class="alignnone size-full wp-image-8" src="http://buddhateaching.org/wp-content/uploads/2011/05/560-8037.gif" alt="" width="180" height="248" /></a></p>
<p><strong>ปฐมเทศนาและปฐมสาวก</strong><br />
พระมหาบุรุษได้บำเพ็ญเพียรทางใจ จนได้บรรลุธรรมพิเศษคืออริยสัจ ๔ ณ ภายใต้<br />
ต้นอัสสัตถะ ซึ่งต่อมาเรียกว่า ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในตำบล<br />
อุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว ก็ได้ประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขในสถานที่<br />
ต่าง ๆ รวม ๗ สัปดาห์ เรียกว่า สัตตมหาสถาน คือ<br />
สัปดาห์ที่ ๑ ประทับบนรัตนบัลลังก์ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เมื่อระหว่างประทับอยู่<br />
ภายใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์นั้น ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทตลอดยาม ๓ แห่งราตรีแล้ว ทรงเปล่ง<br />
พระอุทานในยามละครั้ง ดังนี้<br />
ในปฐมยามว่า เมื่อใด ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น<br />
ความสงสัยของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้แจ้งว่าเกิดแต่เหตุ</p>
<p><span id="more-7"></span><br />
ในมัชฌิมยามว่า เมื่อใด ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น<br />
ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้ความสิ้นแห่งปัจจัยทั้งหลาย ว่าเป็น<br />
เหตุสิ้นแห่งผลทั้งหลายด้วย<br />
ในปัจฉิมยามว่า เมื่อใด ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น<br />
พราหมณ์นั้นย่อมกำจัดมารและเสนามารเสียได้ ดุจพระอาทิตย์อุทัยกำจัดความมืดทำอากาศ<br />
ให้สว่างฉะนั้น<br />
สัปดาห์ที่ ๒ ครั้นล่วง ๗ วันแล้ว พระองค์เสด็จลงจากรัตนบัลลังก์ ไปประทับทางทิศ<br />
อีสานแห่งพระศรีมหาโพธิ์ ยืนจ้องพระเนตรดูต้นพระศรีมหาโพธิ์ โดยมิได้กระพริบพระเนตร<br />
ตลอด ๗ วัน สถานที่นั้นจึงได้นามว่า อนิมิสเจดีย์</p>
<p>สัปดาห์ที่ ๓ ครั้นล่วง ๗ วัน เสด็จออกจากอนิมิสเจดีย์ มาหยุดในระหว่างต้นพระศรีมหาโพธิ์กับอนิมิสเจดีย์ ทรงเนรมิตที่จงกรมขึ้น เสด็จจงกรมอยู่ที่นี้เป็นเวลา ๗ วันสถานที่นั้นจึงได้นามว่า รัตนจงกรมเจดีย</p>
<p>ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://buddhateaching.org/7/%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%81.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปฐมเทศนาและปฐมสาวก (ต่อ)</title>
		<link>http://buddhateaching.org/10/%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%81-%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad.html</link>
		<comments>http://buddhateaching.org/10/%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%81-%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 03:34:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>buddhist</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://buddhateaching.org/?p=10</guid>
		<description><![CDATA[สัปดาห์ที่ ๔ ครั้นล่วง ๗ วัน เสด็จไปทางทิศปัจจิมหรือทิศพายัพแห่งต้นพระศรี มหาโพธิ์ ประทับนั่งขัดสมาธิในเรือนแก้ว ซึ่งเทวดาเนรมิตถวาย ทรงพิจารณาพระอภิธรรม ปิฎกตลอด ๗ วัน สถานที่นั้นจึงได้นามว่า รัตนฆรเจดีย์ สัปดาห์ที่ ๕ ครั้นล่วง ๗ วัน เสด็จไปประทับภายใต้ร่มไทรอันเเป็นที่พักของคนเลี้ยงแกะ อันได้ชื่อว่า อชปาลนิโครธ ตั้งอยู่ในทิศบูรพาแห่งต้นพระศรีมหาโพธิ์ ครั้งนั้น ธิดาของพญามาร วสวัตดี ๓ นาง คือ นางตัณหา นางราคา นางอรดี เห็นว่าบิดาของตนมีความเสียใจเพราะ ทำลายพระพุทธองค์ไม่ได้ จึงขออาสาเข้าช่วยบิดา ได้เข้าไปประเล้าประโลมพระพุทธองค์ แต่กลับ ถูกพระพุทธองค์ทรงขับไล่ให้หนีไป ครั้งนั้น มีพราหมณ์ผู้หนึ่งมีนิสัยเป็นหุหุกชาติ ชอบตวาดข่มขี่ผู้อื่นด้วยคำว่า “หึหึ” เข้ามาเฝ้าทูลถามธรรมที่ทำบุคคลให้เป็นพราหมณ์ พระองค์ทรงยกเอาธรรมที่ทำบุคคลให้เป็น สมณะในพระพุทธศาสนาแต่ใช้โวหารเป็นพราหมณ์ว่า “พราหมณ์ผู้ใดมีบาปอันลอยเสียแล้ว ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องขู่คนอื่นว่า ‘หึ หึ’ ซึ่งนับว่าเป็นคำหยาบ ไม่มีกิเลสอันย้อมจิต สำรวมดี ถึงที่สุดแห่งไตรเพท มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สัปดาห์ที่ ๔ ครั้นล่วง ๗ วัน เสด็จไปทางทิศปัจจิมหรือทิศพายัพแห่งต้นพระศรี<br />
มหาโพธิ์ ประทับนั่งขัดสมาธิในเรือนแก้ว ซึ่งเทวดาเนรมิตถวาย ทรงพิจารณาพระอภิธรรม<br />
ปิฎกตลอด ๗ วัน สถานที่นั้นจึงได้นามว่า รัตนฆรเจดีย์<br />
สัปดาห์ที่ ๕ ครั้นล่วง ๗ วัน เสด็จไปประทับภายใต้ร่มไทรอันเเป็นที่พักของคนเลี้ยงแกะ<br />
อันได้ชื่อว่า อชปาลนิโครธ ตั้งอยู่ในทิศบูรพาแห่งต้นพระศรีมหาโพธิ์ ครั้งนั้น ธิดาของพญามาร<br />
วสวัตดี ๓ นาง คือ นางตัณหา นางราคา นางอรดี เห็นว่าบิดาของตนมีความเสียใจเพราะ<br />
ทำลายพระพุทธองค์ไม่ได้ จึงขออาสาเข้าช่วยบิดา ได้เข้าไปประเล้าประโลมพระพุทธองค์ แต่กลับ<br />
ถูกพระพุทธองค์ทรงขับไล่ให้หนีไป</p>
<p><span id="more-10"></span><br />
ครั้งนั้น มีพราหมณ์ผู้หนึ่งมีนิสัยเป็นหุหุกชาติ ชอบตวาดข่มขี่ผู้อื่นด้วยคำว่า “หึหึ”<br />
เข้ามาเฝ้าทูลถามธรรมที่ทำบุคคลให้เป็นพราหมณ์ พระองค์ทรงยกเอาธรรมที่ทำบุคคลให้เป็น<br />
สมณะในพระพุทธศาสนาแต่ใช้โวหารเป็นพราหมณ์ว่า “พราหมณ์ผู้ใดมีบาปอันลอยเสียแล้ว<br />
ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องขู่คนอื่นว่า ‘หึ หึ’ ซึ่งนับว่าเป็นคำหยาบ ไม่มีกิเลสอันย้อมจิต สำรวมดี<br />
ถึงที่สุดแห่งไตรเพท มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว ไม่มีกิเลสเครื่องฟูแล้ว ควรเรียกว่า พราหมณ์”<br />
สัปดาห์ที่ ๖ ครั้นล่วง ๗ วัน ก็เสด็จไปประทับอยู่ ณ ภายใต้ร่มไม้จิกซึ่งได้นามว่า<br />
มุจลินท์ อันตั้งอยู่ทางทิศอาคเนย์แห่งต้นพระศรีมหาโพธิ ทรงเสวยวิมุตติสุข ณ ที่นั้นแล้ว<br />
เปล่งอุทานว่า “ความสงัดเป็นสุขของผู้มีธรรมอันสงบอันได้สดับไว้ ยินดีอยู่ในที่สงัด รู้เห็น<br />
ตามจริงอย่างไร ความไม่เบียดเบียนในสัตว์ทั้งหลาย ความปราศจากกำหนัด คือความ<br />
ล่วงกามได้ ด้วยประการทั้งปวง เป็นสุขในโลก การทำอัสมิมานะคือความถือตัวตนให้หมด<br />
ไปได้ เป็นสุขอย่างยิ่ง”<br />
ตอนนี้ พระอรรถกถาจารย์แสดงว่า เมื่อพระองค์ประทับอยู่ที่นั้น ฝนตกพรำเจือกับ<br />
ลมหนาวตลอด ๗ วัน พญานาคชื่อว่ามุจลินท์ ขึ้นมาวงขนดหางเป็น ๗ รอบ แผ่พังพานปก<br />
พระองค์ไว้เพื่อมิให้ฝนและลมถูกต้องพระองค์ เมื่อฝนหายแล้วก็คลายขนดออก จำแลงเพศเป็น<br />
มาณพมายืนเฝ้าพระองค์อยู่เฉพาะพระพักตร์<br />
สัปดาห์ที่ ๗ ครั้นล่วง ๗ วัน เสด็จไปยังต้นไม้เกต (ราชายตนะ) ทางทิศทักษิณแห่ง<br />
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เสวยวิมุตติสุขอยู่ที่นั้น ๗ วัน ครั้งนั้น มีพาณิช ๒ คนพี่น้อง ชื่อว่า<br />
ตปุสสะและภัลลิกะ เดินทางมาแต่อุกกลชนบท ได้เห็นพระศาสดาเข้า จึงพร้อมใจกันนำข้าว<br />
สัตตุผงสัตตุก้อนซึ่งเป็นเสบียงของคนเดินทางเข้าไปถวาย แล้วจึงยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง พระองค์<br />
ทรงรับและเสวยเสร็จแล้ว พาณิชทั้ง ๒ คนพี่น้องก็แสดงตนเป็นอุบาสก ขอถึงพระพุทธกับ<br />
พระธรรม ทั้ง ๒ ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก นับว่าเป็นปฐมอุบาสกผู้ถึงรัตนะทั้ง ๒ คือพระพุทธและ<br />
พระธรรมในพระพุทธศาสนา เรียกว่า เทววาจิกอุบาสก ก่อนอุบาสกทั้ง ๒ จะกลับไป ได้ทูล<br />
ขอปูชนียวัตถุเพื่ออภิวาทบูชาในกาลต่อไป พระองค์ทรงยกพระหัตถ์ปรามาส (ลูบ) พระเศียร</p>
<p>พระเกศธาตุ ๘ เส้น ได้ติดพระหัตถ์ลงมา จึงทรงประทานพระเกศธาตุทั้ง ๘ เส้นแก่อุบาสก<br />
ทั้ง ๒ นั้นไป</p>
<p>ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://buddhateaching.org/10/%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%81-%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บุคคลที่เปรียบด้วยดอกบัว ๔ เหล่า</title>
		<link>http://buddhateaching.org/13/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%9a.html</link>
		<comments>http://buddhateaching.org/13/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%9a.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 03:36:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>buddhist</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://buddhateaching.org/?p=13</guid>
		<description><![CDATA[บุคคลที่เปรียบด้วยดอกบัว ๔ เหล่า เมื่อประทับอยู่ใต้ต้นราชายตนะสิ้น ๗ วันแล้ว จึงเสด็จกลับไปสู่ต้นอชปาลนิโครธอีก ทรงพิจารณาถึงธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วว่าเป็นธรรมละเอียดสุขุมคัมภีรภาพยิ่ง ยากที่สัตว์ ผู้ยังติดอยู่ในกามจะรู้ตามได้ ก็ทรงปลงพระทัยในอันจะทรงสั่งสอนธรรมโปรดเวไนยสัตว์ ตอนนี้ พระอรรถกถาจารย์แสดงว่า ท้าวสหัมบดีพรหมทราบข้อปริวิตกของพระองค์ จึงลงมาทูลอาราธนาให้แสดงธรรม โดยอ้างว่าสัตว์ที่มีกิเลสเบาบางอาจรู้ธรรมที่ทรงแสดงนั้นก็มี พระศาสดาทรงเห็นตามด้วย จึงรับคำอาราธนาของท้าวสหัมบดีพรหมนั้น พระองค์ทรงอาศัยพระกรุณาในเวไนยสัตว์ จึงทรงพิจารณาอีกว่าจะมีผู้รู้ถึงธรรม ที่ ตรัสรู้นั้นหรือไม่ ก็ทรงทราบอุปนิสัยเวไนยสัตว์ว่ามีอุปนิสัยต่าง ๆ กันเป็น ๔ จำพวก คือ ๑. อุคฆคิตัญญู ผู้สามารถจะตรัสรู้ตามได้ฉับพลัน คือผู้มีอินทรีย์กล้า เป็นผู้ที่พึง สอนให้รู้ได้ง่าย รู้ธรรมพิเศษได้ฉับพลัน เปรียบเหมือนดอกบัวอันอยู่เหนือน้ำ คอยรัศมี พระอาทิตย์อยู่ จะบาน ณ วันนี้ ๒. วิปจิตัญญู ผู้จะตรัสรู้ตามเมื่อได้รับคำแนะนำในโอกาสต่อไป คือผู้มีคุณสมบัติ เช่นนั้นพอปานกลาง ได้อบรมในปฏิปทาอันเป็นเบื้องต้น จนมีนิสัยแก่กล้าก็สามารถจะบรรลุ ธรรมพิเศษได้ดุจเดียวกัน เปรียบเหมือนดอกบัวอันตั้งอยู่เสมอน้ำ จะบาน ณ วันพรุ่งนี้ ๓. เนยยะ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://buddhateaching.org/wp-content/uploads/2011/05/1288238200.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-14" src="http://buddhateaching.org/wp-content/uploads/2011/05/1288238200.jpg" alt="" width="500" height="600" /></a></p>
<p><strong>บุคคลที่เปรียบด้วยดอกบัว ๔ เหล่า </strong>เมื่อประทับอยู่ใต้ต้นราชายตนะสิ้น ๗ วันแล้ว จึงเสด็จกลับไปสู่ต้นอชปาลนิโครธอีก ทรงพิจารณาถึงธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วว่าเป็นธรรมละเอียดสุขุมคัมภีรภาพยิ่ง ยากที่สัตว์ ผู้ยังติดอยู่ในกามจะรู้ตามได้ ก็ทรงปลงพระทัยในอันจะทรงสั่งสอนธรรมโปรดเวไนยสัตว์ ตอนนี้ พระอรรถกถาจารย์แสดงว่า ท้าวสหัมบดีพรหมทราบข้อปริวิตกของพระองค์ จึงลงมาทูลอาราธนาให้แสดงธรรม โดยอ้างว่าสัตว์ที่มีกิเลสเบาบางอาจรู้ธรรมที่ทรงแสดงนั้นก็มี พระศาสดาทรงเห็นตามด้วย จึงรับคำอาราธนาของท้าวสหัมบดีพรหมนั้น พระองค์ทรงอาศัยพระกรุณาในเวไนยสัตว์ จึงทรงพิจารณาอีกว่าจะมีผู้รู้ถึงธรรม</p>
<p>ที่ ตรัสรู้นั้นหรือไม่ ก็ทรงทราบอุปนิสัยเวไนยสัตว์ว่ามีอุปนิสัยต่าง ๆ กันเป็น ๔ จำพวก คือ</p>
<p>๑. อุคฆคิตัญญู ผู้สามารถจะตรัสรู้ตามได้ฉับพลัน คือผู้มีอินทรีย์กล้า เป็นผู้ที่พึง สอนให้รู้ได้ง่าย รู้ธรรมพิเศษได้ฉับพลัน เปรียบเหมือนดอกบัวอันอยู่เหนือน้ำ คอยรัศมี พระอาทิตย์อยู่ จะบาน ณ วันนี้ ๒. วิปจิตัญญู ผู้จะตรัสรู้ตามเมื่อได้รับคำแนะนำในโอกาสต่อไป คือผู้มีคุณสมบัติ เช่นนั้นพอปานกลาง ได้อบรมในปฏิปทาอันเป็นเบื้องต้น จนมีนิสัยแก่กล้าก็สามารถจะบรรลุ ธรรมพิเศษได้ดุจเดียวกัน เปรียบเหมือนดอกบัวอันตั้งอยู่เสมอน้ำ จะบาน ณ วันพรุ่งนี้ ๓. เนยยะ ผู้ตั้งใจเพียรพยายามปฏิบัติตามโอวาท ก็มีโอกาสจะตรัสรู้ได้ คือผู้มี คุณสมบัติเช่นนั้นแต่ยังอ่อน หรือหาอุปนิสัยมิได้เลย ก็ยังควรได้รับคำแนะนำในธรรมเบื้องต้น ไปก่อน เพื่อบำรุงอุปนิสัย เปรียบเหมือนดอกบัวยังไม่ขึ้นจากน้ำยังตั้งอยู่ภายในน้ำ จักบาน ณ วันต่อ ๆ ไป</p>
<p><span id="more-13"></span></p>
<p>๔. ปทปรมะ ผู้ยากที่จะสั่งสอน คือผู้ที่ไม่ใช่เวไนยสัตว์ ไม่สามารถรับคำแนะนำ สั่งสอนได้ เปรียบเหมือนดอกบัวที่ยังจมอยู่ในโคลนตม ย่อมเป็นภักษาแห่งปลาและเต่า โปรดปัญจวัคคีย์ ครั้นพระองค์ทรงอธิษฐานในพระหฤทัยเพื่อจะทรงแสดงธรรมเช่นนั้นแล้ว ทรงพิจารณา ถึงบุคคลผู้สมควรจะรับฟังธรรมเทศนาเป็นปฐม ทรงปรารภถึงอาฬารดาบสกาลามโคตรและ อุททกดาบสรามบุตร ผู้ซึ่งเคยเป็นอาจารย์สั่งสอนลัทธิในกาลก่อน แต่ปรากฏว่าอาจารย์ทั้ง ๒ นั้น สิ้นชีพแล้ว ภายหลังทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ผู้มีอุปการะแก่พระองค์มาก่อน ได้อุปฐาก</p>
<p>พระองค์สมัยเมื่อทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา ซึ่งในเวลานี้ได้หลีกไปอยู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวง<br />
เมืองพาราณสี จึงตกลงพระหฤทัยว่าจะแสดงธรรมแก่ปัญจวัคคีย์<br />
จากนั้น พระองค์ก็เสด็จออกจากต้นไม้อชปาลนิโครธ ในเวลาเช้าขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน<br />
อาสาฬหมาส (เดือน ๘) ทรงดำเนินไปโดยมรรคาที่จะไปสู่เมืองพาราณสีอันเป็นนครหลวงแห่ง<br />
กาสีชนบท ครั้นเสด็จถึงระหว่างแม่น้ำคยากับต้นพระศรีมหาโพธิ์ต่อกัน ทรงพบอุปกาชีวกผู้หนึ่ง<br />
เดินสวนทางมา ครั้นอุปกาชีวกเห็นพระฉวีวรรณของพระองค์ผุดผ่อง นึกประหลาดใจ จึงถามว่า<br />
ใครเป็นศาสดาของท่าน พระองค์จึงตรัสตอบว่าพระองค์เป็นสยัมภู ผู้ตรัสรู้เอง ไม่มีใครเป็น<br />
ครูอาจารย์ อุปกาชีวกไม่เชื่อสั่นศีรษะแล้วหลีกหนีไป พระองค์เสด็จไปโดยลำดับจนถึงป่า<br />
อิสิปตนมฤคทายวัน<br />
ฝ่ายปัญจวัคคีย์ เมื่อเห็นพระศาสดาเสด็จมาแต่ไกล จึงปรึกษากันว่า พระสมณโคดม<br />
คลายความเพียร เวียนมาเพื่อความมักมากเสียแล้ว พวกเราไม่พึงลุกขึ้นยืนรับบาตรจีวร แต่ว่า<br />
จะพึงปูอาสนะไว้เท่านั้น ถ้าเธอปรารถนาก็นั่ง ครั้นพระองค์เข้ามาถึงแล้ว ก็พูดกับพระองค์<br />
ด้วยโวหารที่ไม่เคารพ คือพูดออกพระนามและใช้คำว่าอาวุโส พระองค์ก็ห้ามเสีย โดยตรัสว่า<br />
“เราได้บรรลุอมตธรรมแล้ว ท่านทั้งหลายจงฟังเถิด เราจักสั่งสอน ไม่ช้าเท่าไรท่านก็จักบรรลุ<br />
อมตธรรมเป็นแท้” ปัญจวัคคีย์ไม่เชื่อกล่าวคัดค้าน พระองค์ทรงเตือน พวกเธอก็คัดค้านอยู่<br />
นั่นเอง สิ้น ๒ &#8211; ๓ ครั้ง พระองค์จึงตรัสเตือนให้ระลึกถึงความหลังว่า “ท่านทั้งหลายจำได้อยู่<br />
หรือ วาจาเช่นนี้เราเคยพูดกับท่านบ้างหรือ” ปัญจวัคคีย์นึกขึ้นได้ว่า พระวาจาเช่นนี้ ไม่เคย<br />
ได้ยินเลย จึงยอมฟังธรรมอันพระองค์จะแสดงต่อไป</p>
<p>ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://buddhateaching.org/13/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%9a.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทรงแสดงปฐมเทศนา</title>
		<link>http://buddhateaching.org/17/%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b2.html</link>
		<comments>http://buddhateaching.org/17/%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b2.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 03:38:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>buddhist</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://buddhateaching.org/?p=17</guid>
		<description><![CDATA[ทรงแสดงปฐมเทศนา ครั้นรุ่งขึ้นแห่งวันอาสาฬหปุณณมี วันเพ็ญเดือน ๘ พระองค์ทรงแสดงปฐมเทศนา คือธรรมจักกัปปวัตนสูตรโปรดปัญจวัคคีย์ มีใจความโดยย่อว่า “ภิกษุทั้งหลาย ที่สุด ๒ อย่าง อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ ๑. การประกอบตนให้พัวพันอยู่ในกามสุขอันเป็นธรรมอันเลว เป็นเหตุให้ตั้ง บ้านเรือน ของคนมีกิเลสหนา ไม่ใช่ของพระอริยบุคคลผู้บริสุทธิ์ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค ๒. การประกอบตนให้ลำบากเป็นทุกข์ ไม่ทำให้เป็นอริยบุคคล ไม่ประกอบด้วย ประโยชน์ เรียกว่าอัตตกิลมถานุโยค” จากนั้น ทรงยกข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลาง ซึ่งเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา อันไม่ ใกล้กับที่สุด ๒ อย่างนั้นขึ้น แสดงว่าเป็นข้อปฏิบัติอันควรเสพ ซึ่งได้แก่มรรคมีอยู่ ๘ คือ ๒๙ ๑. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ ๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ ๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ ๔. สัมมากัมมันตะ การงานชอบ ๕. สัมมาอาชีวะ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ทรงแสดงปฐมเทศนา</strong><br />
ครั้นรุ่งขึ้นแห่งวันอาสาฬหปุณณมี วันเพ็ญเดือน ๘ พระองค์ทรงแสดงปฐมเทศนา<br />
คือธรรมจักกัปปวัตนสูตรโปรดปัญจวัคคีย์ มีใจความโดยย่อว่า “ภิกษุทั้งหลาย ที่สุด ๒ อย่าง<br />
อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ<br />
๑. การประกอบตนให้พัวพันอยู่ในกามสุขอันเป็นธรรมอันเลว เป็นเหตุให้ตั้ง<br />
บ้านเรือน ของคนมีกิเลสหนา ไม่ใช่ของพระอริยบุคคลผู้บริสุทธิ์ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์<br />
เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค<br />
๒. การประกอบตนให้ลำบากเป็นทุกข์ ไม่ทำให้เป็นอริยบุคคล ไม่ประกอบด้วย<br />
ประโยชน์ เรียกว่าอัตตกิลมถานุโยค”<br />
จากนั้น ทรงยกข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลาง ซึ่งเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา อันไม่<br />
ใกล้กับที่สุด ๒ อย่างนั้นขึ้น แสดงว่าเป็นข้อปฏิบัติอันควรเสพ ซึ่งได้แก่มรรคมีอยู่ ๘ คือ<br />
๒๙</p>
<p>๑. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ ๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ<br />
๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ ๔. สัมมากัมมันตะ การงานชอบ<br />
๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ ๖. สัมมาวายามะ เพียรชอบ<br />
๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ ๘. สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ<br />
ซึ่งพระองค์ได้ตรัสรู้แล้วเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้ดี เพื่อพระนิพพาน แล้วทรงแสดง<br />
อริยสัจ ๔ ได้แก่<br />
๑. ทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ<br />
๒. สมุทัย คือ เหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่ กามตัณหา ความอยากในอารมณ์อันน่าใคร่<br />
ภวตัณหา ความอยากในความมีความเป็น วิภวตัณหา ความอยากในความไม่มีไม่เป็น<br />
๓. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ความดับตัณหาทั้ง ๓ นั้นเสีย<br />
๔. มรรค คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่อริยมรรคมีองค์ ๘</p>
<p><span id="more-17"></span><br />
ปฐมสาวก<br />
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนานั้นอยู่ ธรรมจักษุคือดวงตาเห็น<br />
ธรรมอันปราศจากมลทิน ได้เกิดแก่ท่านโกณฑัญญะว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา<br />
สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” พระองค์ทรงทราบว่าท่านโกณฑัญญะได้เห็นธรรมแล้ว<br />
จึงทรงเปล่งอุทานว่า “อัญญาสิ วตะ โภ โกณฑัญโญ, อัญญาสิ วตะ โภ โกณฑัญโญ<br />
โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ” คำว่า อัญญา จึงเป็น คำนำหน้าชื่อ<br />
ของท่านโกณฑัญญะว่า อัญญาโกณฑัญญะ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา<br />
เมื่อท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมสิ้นความสงสัยแล้ว จึงทูลขออุปสมบทเป็น<br />
พระภิกษุ พระองค์ก็ทรงประทานอุปสมบทให้ท่านโกณฑัญญะ เป็นภิกษุในพระธรรมวินัย ด้วย<br />
พระวาจาว่า “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์<br />
เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด” ด้วยพระวาจาเพียงเท่านี้ ท่านโกณฑัญญะก็ได้สำเร็จเป็นพระ<br />
ภิกษุในพระพุทธศาสนา<br />
การอุปสมบทด้วยวิธีนี้เรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา แปลว่า อุปสมบทด้วยทรง<br />
อนุญาตให้เป็นภิกษุมา พระอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระสงฆ์รูปแรก เป็นพระสาวกรูปแรก<br />
ในพระพุทธศาสนา พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ได้เกิดขึ้น<br />
บริบูรณ์ ในโลกนับแต่นั้นมา<br />
ในปีนั้น พระองค์ก็ทรงจำพรรษาที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทรงสั่งสอนบรรพชิตที่เหลือ<br />
นั้นด้วยปกิณณกเทศนาตามสมควรแก่อัธยาศัย ต่อมา ท่านวัปปะกับท่านภิททิยะได้ดวงตา<br />
เห็นธรรม ก็ทูลขออุปสมบท พระองค์ก็ทรงประทานอุปสมบทเช่นเดียวกับพระอัญญาโกณฑัญญะ</p>
<p>ต่อมา ท่านมหานามะกับท่านอัสสชิก็ได้ดวงตาเห็นธรรม และทูลขออุปสมบท พระองค์ก็ทรง<br />
ประทานให้ด้วยเอหิภุกขุอุปสัมปทา<br />
ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร<br />
ครั้นพระปัญจวัคคีย์มีอินทรีย์แก่กล้า สมควรจะสดับพระธรรมเทศนาเพื่อวิมุตติเบื้อง<br />
สูงขึ้นไปแล้ว ครั้นถึงวันแรม ๕ ค่ำ เดือนอาสาฬหะ พระองค์จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนาชื่อ<br />
อนัตตลักขณสูตร มีใจความว่า “ภิกษุทั้งหลาย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ<br />
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่เป็นไปตามปรารถนา เป็นไปเพื่อ<br />
ความป่วยไข้ ไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่น” เมื่อพระปัญจวัคคีย์สดับพระธรรมเทศนาพิจารณาตาม<br />
ภูมิธรรมเทศนานั้นแล้ว จิตก็พ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน ก็ได้บรรลุพระอรหัต สำเร็จ<br />
เป็นพระอรหันต์<br />
ครั้งนั้น พระอรหันต์เกิดขึ้นแล้วในโลก ๖ รูป คือ พระศาสดาสัมมาพุทธเจ้า<br />
และพระปัญจวัคคีย์<br />
๓๑</p>
<p>ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://buddhateaching.org/17/%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b8%b2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

